ไทย
Eng

ปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headache)

โรคปวดศีรษะคลัสเตอร์ คืออะไร?

โรคปวดศีรษะคลัสเตอร์ คือ อาการปวดศีรษะที่"รุนแรงมากที่สุด" ประเภทหนึ่งของมนุษย์ หลายๆคนเรียกมันว่า "Suicide Headache" (ปวดหัวฆ่าตัวตาย) เพราะความปวดที่ทรมานแสนสาหัส

อาการปวดจะพุ่งเป้าไปที่บริเวณรอบดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง รู้สึกเหมือนถูกแทงซ้ำๆ หรือปวดแสบร้อนอย่างรุนแรงแบบทันทีทันใด

คำว่า "คลัสเตอร์" หมายถึง การปวดที่มาเป็นรอบ เช่น ปวดทุกวัน วันละหลายคร้ังติดต่อกันเป็นสัปดาห์หรือเดือน แล้วหายไปก่อนจะกลับมามีอาการอีก อาการนี้ไม่ใช่ภาวะไมเกรนธรรมดา และไม่ใช่อาการปวดหัวจากความเครียด แต่มันคือโรคระบบประสาทที่ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

อาการที่สังเกตุได้ชัด

  1. ปวดรุนแรงมากรอบดวงตา หรือขมับ

  2. ปวดนาน 15-180 นาที

  3. อาจเกิดวันละ 1-8 ครั้ง

  4. น้ำตาไหล ตาแดง หนังตาตก

  5. คัดจมูก หรือน้ำมูกไหลข้างเดียวกับที่มีอาการปวด

  6. กระสับกระส่าย นั่งนิ่งไม่ได้ เดินไปมาเพราะทนความปวดไม่ไหว

สิ่งที่ชัดเจนคือ มักเกิดเวลาเดิมของวัน โดยเฉพาะตอนกลางคืน ทำให้ผู้ป่วยสะดุ้งตื่นจากการนอน

ทำไม่จึงเป็นปวดหัวแบบคลัสเตอร์

แม้สาเหตุแท้จริงยังไม่ชัดเจน 100% แต่มีหลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่าเกี่ยวข้องกับ:

  1. สมองส่วนควบคุมนาฬิกาชีวภาพทำงานผิดปกติ(Circadian Clock)

  2. หลอดเลือดในสมองขยายตัวมากเกินไป

  3. เส้นประสาทไตรเจมินัลถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง

ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่ แอลกอฮอล์ การอดนอน นอนผิดเวลา ความเครียด และกลิ่นฉุน

ออกซิเจนบำบัด : ทางออกที่ได้ผลจริง

เมื่ออาการเริ่มต้น "เวลา คือ สิ่งสำคัญที่สุด" การให้ออกซิเจนความเข้มข้นสูง 100% ผ่านหน้ากากชนิด Non-rebreather mask ด้วยอัตราการไหล 12–15 ลิตรต่อนาที เป็นเวลา 10–15 นาที สามารถหยุดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว

ออกซิเจนบำบัดมีผลอย่างไร

  1. ทำให้หลอดเลือดที่ขยายตัวหดกลับสู่ภาวะปกติ

  2. ลดการกระตุ้นเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณความปวด

  3. ลดการอักเสบในระบบประสาท

ผู้ป่วยจำนวนมากดีขึ้นภายใน 10–15 นาที นี่คือวิธีที่ปลอดภัย ออกฤทธิ์เร็ว และไม่มีผลกระทบต่อหัวใจหรือความดันโลหิต

เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด ในการใช้ออกซิเจนบำบัด

  1. ใช้ออกซิเจนในทางการแพทย์เท่านั้น

  2. ใช้อุปกรณ์หายใจแบบหน้ากากให้ออกซิเจนชนิดมีถุง (Mask with bag/Non rebreathing mask)

  3. เริ่มสูดทันทีที่เริ่มมีอาการปวด

  4. หายใจลึก สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง

  5. ผู้ที่มีอาการเป็นรอบ ควรเตรียมอุปกรณ์ไว้ที่บ้าน และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท

บทสรุป

โรคปวดศีรษะคลัสเตอร์อาจรุนแรงที่สุดในบรรดาอาการปวดศีรษะทั้งหมด แต่ข่าวดีคือ — คุณสามารถควบคุมมันได้ ด้วยการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการใช้ออกซิเจนบำบัดอย่างทันท่วงที ทำให้คุณสามารถลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่าปล่อยให้ความปวดควบคุมชีวิตคุณ ควบคุมมัน ด้วยความรู้ และการรักษาที่ถูกต้อง

ซื้อหรือเช่าถังดีกว่ากัน

เมื่อต้องเลือกใช้งานถังออกซิเจน จะซื้อหรือเช่าดี เป็นปัญหาที่ตัดสินใจยาก ลังเลใจ เหลือเกิน หลากหลายความกังวลที่ต้องเผชิญ วันนี้เมดิคอกซ์ได้รวบรวมเหตุผลต่างๆที่จะช่วยทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนที่บ้านตามคำแนะนำแพทย์เปรียบเทียบและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

หากการให้ออกซิเจนบำบัดเป็นแบบให้เมื่อมีอาการ(Short burst) เช่นผู้ที่ปัญหาจากภาวะหลอดเลือด, โรคหัวใจ, Cluster headache(อาการปวดหัวแบบเฉียบพลันรุนแรง มักเกิดซ้ำในช่วงเวลาเดิมๆในระหว่างรอบระยะเวลาหรือ อาจจะมีอาการปวดหัวในช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี), หรือฯลฯ (โปรดปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษา) แพทย์แนะนำให้ใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้านแบบเมื่อมีอาการ
ดังนั้นเมื่อแพทย์แนะนำให้ใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้านลำดับถัดมาผู้ใช้งานจะเลือกใช้แหล่งกำเนิดออกซิเจนแบบใดก็จะพิจารณาจากการสั่งการรักษาด้วยออกซิเจนการแพทย์ โดยแพทย์เป็นสำคัญและหากเป็นการใช้งานเมื่อมีอาการ โดยปกติก็จะเป็นการเลือกใช้ออกซิเจนการแพทย์บรรจุถังเนื่องจากเป็นออกซิเจนแบบเดียวกับที่ให้ที่โรงพยาบาล ซึ่งโดยปกติออกซิเจนการแพทย์บรรจุถังจะเป็นออกซิเจนแบบเดียวที่ดีที่สุดสำหรับการใช้บำบัดที่บ้านเนื่องจากเป็นออกซิเจนที่เป็นเกรดการแพทย์ (Medical Grade) อุปกรณ์ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก มีความรู้ด้านเทคนิคไม่มากก็สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ได้ผลการรักษาที่ดี ทั้งนี้ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาของการใช้งานจะเป็นเพียงข้อจำกัดเดียวของออกซิเจนบรรจุถัง ดังนั้นหากต้องการเลือกใช้งานออกซิเจนการแพทย์แบบถังความดัน จึงต้องพิจารณาคำแนะนำการให้ออกซิเจนจากแพทย์เป็นลำดับแรก


ประเด็นของการใช้ถังซื้อหรือเช่าดี ผู้ใช้งานออกซิเจนส่วนใหญ่มักเลือกซื้อถัง เพราะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่จะได้รับมากกว่า ดังคำกล่าวที่ว่า "ซื้อดีกว่าเช่า" เพราะมองว่าการเช่า เป็นค่าใช้จ่ายแบบต่อเนื่อง คำกล่าวนี้อาจไม่เป็นความจริงเสมอไปกรณีที่เราต้องการใช้งานถังออกซิเจนหรือถังก๊าซ หรือกังวลว่าการใช้งานถังก๊าซโดยเฉพาะออกซิเจนการแพทย์เป็นการใช้งานร่วมกับผู้อื่นแล้วทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้งานซึ่งเป็นข้อกังวลที่ไม่เป็นความจริงในการใช้งานถังร่วมกัน เนื่องจากการใช้ก๊าซจะเกี่ยวข้องกับกับก๊าซที่บรรจุภายในดังนั้นข้อกังวลด้านการปนเปื้อนในการใช้งานร่วมกัน จึงไม่เป็นข้อเท็จจริงที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากการใช้ถังก๊าซด้วยกันไม่เหมือนกับการบริโภคหรือดื่มหรือรับประทานอาหารร่วมกัน เพราะถังก๊าซจะได้รับการทำความสะอาดก่อนถึงมือผู้ใช้งานท่านถัดไป และก๊าซภายในถังก็ไม่สามารถปนเปื้อนได้เนื่องจากก๊าซถูกบรรจุด้วยความดันสูงซึ่งจัดเป็นภาชนะแรงดันบวก ทำให้ข้อกังวลต่างๆ ที่ผู้ใช้งานกังวลจึงไม่เป็นความจริง


ดังนั้นเมื่อมีความจำเป็นต้องการใช้งานถังออกซิเจนการแพทย์ การเช่าใช้งานถังออกซิเจนกลับไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นแนวคิดที่มีอยู่คู่สังคมไทยมาเป็นเวลานาน ซึ่งถังออกซิเจนจัดเป็นอุปกรณ์ที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้ชำนาญการเฉพาะ การเลือกการเช่าถังจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการใช้ถังบรรจุก๊าซออกซิเจนการแพทย์อย่างปลอดภัย และลดภาระแก่ผู้ใช้งาน

ข้อควรจำ

  1. ความปลอดภัยของถังก๊าซ ขึ้นอยู่กับการส่งถังทดสอบตามข้อกำหนดความปลอดภัย

  2. ถังก๊าซผลิตใหม่จากผู้ผลิตต้องได้รับการทดสอบถังก่อนนำจำหน่ายทุกถังที่มีการผลิต

  3. ถังก๊าซสภาพใหม่ ไม่ได้บ่งบอกว่าถังก๊าซของท่านจะปลอดพร้อมใช้งาน ถังที่พร้อมใช้งานหมายถึงถังที่ได้รับการผลิตและทดสอบแล้วว่าเป็นไปตามข้อกำหนดความปลอดภัยของกรมโรงงาน

  4. ถังหรือภาชนะบรรจุก๊าซเมื่อนำมาบรรจุก๊าซ ก๊าซที่บรรจุอาจทำปฏิกิริยากับตัวถังได้เช่่น ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งจะทำให้ถังสูญเสียมวลและลดทอนความแข็งแรง

5 ขั้นตอนใช้ถังออกซิเจนอย่างไร ปลอดภัยไร้กังวล

เกิดถังก๊าซระเบิดคราวใด ก็มักจะเป็นข่าวใหญ่ทุกครั้ง และสร้างผลกระทบกับผู้ใช้งานถังก๊าซทุกประเภท ทุกคน การใช้งานถังก๊าซเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลใจให้สังคมเราส่วนใหญ่เสมอมา แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ถังก๊าซได้พ้น นี่่คือเคล็ดลับง่ายๆที่จะทำให้ คุณใช้ถังก๊าซได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล

  1. ทำความรู้จักก๊าซที่ใช้งานอยู่ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร
    เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องทำความรู้จักคุณสมบัติของก๊าซนั้นๆว่าเป็นอย่างไรนอกจากรู้ประโยชน์ของก๊าซนั้นๆ คุณสมบัติของก๊าซได้แก่ ก๊าซที่ใช้งานเมื่อบรรจุในถังเป็นของเหลวหรือหรือยังคงสถานะก๊าซ ,ติดไฟหรือไม่ติดไฟ หรือช่วยให้ติดไฟ, กัดกร่อนหรือไม่, การรวมตัวกับสสารจะเกิดปฏิกิริยาอะไร, มีกลิ่นหรือไม่อย่างไรเป็นต้น สมบัติทั่วไปของก๊าซจะเป็นข้อมูลสำคัญทึ่ช่วยให้เราสามารถใช้ก๊าซนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง

  2. คำความเข้าใจในการใช้งานภาชนะบรรจุก๊าซที่ใช้อยู่
    ต้องรู้ว่าภาชนะบรรจุก๊าซที่ใช้อยู่ได้มาตรฐานและเป็นตามข้อกำหนดความปลอดภัย ซึ่งจะปรากฎสัญลักษณ์และตัวหนังสือบนตัวถัง กรณีถังออกซิเจนต้องเป็นถังเหล็กหรืออลูมิเนียมโดยมีสัญลักษณ์และข้อความที่ระบุที่ตัวถังดังนี้
    1.แรงดันทดสอบ TP (Test Pressure) 250 bar หรือ 25 MPa
    2.แรงดันใช้งาน WP (Working Pressure) 150 bar หรือ 15 MPa ทั้งนี้อาจมีการใช้งานด้วยสัญลักษณ์อื่นๆ ได้ เช่น Service Pressure กรณีถังไม่ได้ระบุไว้ จะต้องมีใบรับรองประกอบ หรือหากไม่มีการระบุ แต่หากถังนั้นมีสีและวาล์วสำหรับการใช้งานกับออกซิเจน ควรส่งทดสอบก่อนนำมาใช้งาน
    3.ถังต้องระบุสัญลักษณ์ O2 การที่มีสัญลักษณ์นี้ระบุที่ตัวถังทำให้เรามั่นใจได้ว่า ถังนั้นจะไม่ถูกนำไปบรรจุก๊าซอื่นๆ นอกจากออกซิเจนหรือออกซิเจนการแพทย์เท่านั้น สมบัติของก๊าซบางประเภทอาจส่งผลต่อคุณภาพตัวถังหรือภาชนะ เนื่องจากหากถังนั้นไม่ได้มีสัญลักษณ์นี้อาจจะเป็นถังที่มีการนำไปบรรจุก๊าซชนิดอื่นๆก่อนนำมาบรรจุออกซิเจน เช่น ถังไนโตรเจน ถังก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือถัง คาร์บอนไดออกไซด์
    4.สัญลักษณ์ที่ระบุ ควรตอกลงไปในเนื้อถังบริเวณบ่าถังอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงถังที่มีการระบุตัวหนังสือเลือนลาง เนื่องจากผู้ผลิตอาจไม่ทำตามเงื่อนไขความปลอดภัย
    5.สัญลักษณ์บอกเดือนปีที่ทดสอบแรงดันตามข้อกำหนด สัญลักษณ์บอกเดือนปี เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้บอกระยะเวลาที่ทำการทดสอบไว้และควรต้องทดสอบซ้ำตามข้อกำหนด การนำถังไปใช้ในพื้นที่พิเศษเช่นในทะเล หรือในพื้นที่ที่มีแรงดันบรรยากาศต่ำควรได้รับการทดสอบด้วยเงื่อนเวลาที่เร็วขึ้น จากข้อกำหนดปกติ

    หมายเหตุ:


    • 1. การทดสอบถังกรณีเป็นถังบริการของเมดิคอกซ์ เมดิคอกซ์เป็นผู้รับผิดชอบในการทดสอบถังและดูแลสภาพถังให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยพร้อมใช้งาน ทั้งนี้กรณีถังบรรจุออกซิเจนเป็นของผู้ใช้งานจะไม่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของเมดิคอกซ์

    • 2. เมดิคอกซ์ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาการบรรจุออกซิเจนตามมาตรการความปลอดภัยให้เป็นไปตามข้อกำหนดความปลอดภัย โดยกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม

    • 3. การทดสอบถังควรกระทำทุก 5 ปี หรือเป็นไปตามข้อกำหนดความปลอดภัย วัสดุที่ใช้ผลิตถังอาจทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ซึ่งทำให้ถังหรือภาชนะสูญเสียมวล การทำการทดสอบถังตามเงื่อนไขความปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้งานมันใจได้ว่าถังจะยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ปลอดภัยต่อการบรรจุและใช้งาน

  3. จัดเก็บภาชนะบรรจุก๊าซไว้ในที่ร่มอากาศถ่่ายเทสะดวก
    ภาชนะบรรจุก๊าซความดัน เมื่ออยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงแรงดันในถังจะเพิ่มขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความดันที่สูงจนเกินไปซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการใช้งานคลาดเคลื่อน หรืออาจส่งผลให้วาล์วนิรภัยทำงานโดยไม่จำเป็น การนำถังไว้ในที่ร่ม จึงเป็นการหลีกเลี่ยงการปัญหาดังกล่าว รวมถึงถังควรอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีนั่นก็เพราะว่า หากวาล์วนิรภัยเกิดทำงานโดยไม่จำเป็นก็จะทำให้ก๊าซที่รั่วไหลออกมาสามารถเจือจางได้เร็วขึ้น

  4. ตรวจสอบภาขนะบรรจุตามข้อกำหนดความปลอกภัยของกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม
    ทุก 5 ปี จากเดือนปีที่ทดสอบครั้งสุดท้ายที่ระบุที่บ่าถัง ผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของภาชนะหรือถังบรรจุก๊าซนั้นควรส่งถังทดสอบ เพื่อให้ความมั่นใจได้ว่าถังนั้นปลอดภัยพร้อมใช้งาน รวมถึงเพื่อเป็นการทำความสะอาดภายในถังกรณีที่ถังนั้นอาจเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น การทำการทดสอบถัง (Hydrostatic testing) จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับถังออกซิเจนหรือถังก๊าซการแพทย์

เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทุกคนสามารถใช้งานถังก๊าซที่บ้านได้อย่างปลอดภัย และหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเข้ามาที่ Medicox Oxygen Line:0-2212-6788 หรือ 0-2718-1218 ได้ในเวลาทำการ

การใช้ออกซิเจนการแพทย์ในผู้ป่วยที่บ้าน ตามคำสั่งแพทย์

ออกซิเจนการแพทย์บำบัด และการใช้ออกซิเจนเพื่อการรักษา

นี่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการใช้ออกซิเจนเพื่อการรักษา (Oxygen Therapy) แต่ก็อาจมีอีกหลายต่อหลายคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ออกซิเจนบำบัด และ บางคนก็อาจยังสงสัยว่าทำไมหมอจึงสั่งการบำบัดออกซิเจนให้ตนเองหรือ คนในบ้านต้องใช้ออกซิเจนบำบัด เราอาจไม่แปลกใจนักหากแพทย์มีการสั่งให้ออกซิเจนบำบัดที่โรงพยาบาล เพราะการให้ออกซิเจนที่โรงพยาบาลดูจะเป็นภาพปรกติที่เราสามารถเห็นได้จนชิน จากในภาพยนตร์ แต่การให้ออกซิเจนบำบัดที่บ้านเราอาจไม่เคยพบเห็นได้เลยในชีวิตประจำวัน


ปัจจุบันแพทย์มักจะสั่งให้ออกซิเจนที่บ้านหากผู้ป่วยในรายนั้นๆมีอาการคงที่และพร้อมที่จะกลับไปรักษาตัวที่บ้าน แพทย์จะอนุญาติให้กลับได้แต่ถ้าหากผู้ป่วยยังอาจมีภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia) หรือมีภาวะพร่องออกซิเจนเรื้อรัง (Chronic Hypoxia) แพทย์ก็มักมีคำแนะนำให้มีการใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้าน ซึ่งสาเหตุที่ต้องแนะนำนั้นมาจากออกซิเจนการแพทย์ (Medical Oxygen) ยังไม่ถูกกำหนดว่าเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ดังนั้นออกซิเจนจึงไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อยาที่สามารถเบิกจ่ายจากระบบประกันสุขภาพได้


ดังนั้น...การจัดการแหล่งกำเนิดออกซิเจนการแพทย์ที่เหมาะสมเพื่อให้การบำบัดยังคงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วย และไม่ให้การใช้ออกซิเจนการแพทย์บำบัดที่บ้านเป็นปัญหาใหญ่กับฐานะการเงินของเรามากจนเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและจัดการการใช้ออกซิเจนการแพทย์ที่บ้านให้เหมาะสม วิธีเลือกแหล่งกำเนิดออกซิเจนการแพทย์ เมื่อต้องกลับไปใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้าน

ออกซิเจนบรรจุกระป๋อง ไม่เหมือนน้ำดื่มบรรจุขวด

ใครที่คิดว่าออกซิเจนบรรจุกระป๋องเหมือนน้ำดื่มบรรจุขวด คุณกำลังคิดผิด มุมมองที่ถูกต้องจะช่วยทำให้เรามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการใช้ออกซิเจนบำบัดได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

credit:@
                                        rawpixel.comในขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญปัญหามลภาวะทางอากาศที่ย่ำแย่ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ออกซิเจนบรรจุกระป๋องจะเหมือนน้ำดื่มบรรจุขวด

ออกซิเจนกระป๋อง (Canister Oxygen) หรือ (Oxygen Shot) เป็นรูปแบบหนึ่งในการบรรจุออกซิเจนเกรดการแพทย์ (Medical Oxygen)โดยออกซิเจนที่บรรจุเป็นออกซิเจนที่มีความบริสุทธิ์ 90-95% โดยมีการบรรจุตามออกซิเจนเกรดการแพทย์(โดยปกติจะมีความบริสุทธิ์ที่ 99.5%ขึ้นไป)


รูปแบบออกซิเจนกระป๋องสามารถแบ่งออกได้ตามการใช้งาน ซึ่งปกติจะเป็นการให้ทางหน้ากากหรือฉีดพ่นทางปาก

  1. ให้ออกซิเจนโดยการพ่นผ่านหน้ากาก เป็นหน้ากากครอบจมูกและปาก มีทั้งแบบมีท่อยางและหน้ากากติดกระป๋องหรือหน้ากากครอบที่เป็นทั้งฝากปิดและหน้ากากครอบให้ออกซิเจน

  2. Canister Oxygen:Australia made

    ออกซิเจนกระป๋องแบบมีหน้ากากครอบปากในตัวใช้ครอบปากผู้ใช้แล้วออกแรงดันกระป๋องเข้าหาตัว เมื่อออกซิเจนถูกปล่อยออกจากกระป๋องให้่ผู้ใช้งานสูดหายใจเข้าแล้วกลั้นลมหายใจนับ 1-3 ในใจแล้วผ่อนลมหายใจ ทำซ้ำแบบเดิม 2-3 ครั้ง


  3. ให้ออกซิเจนโดยการฉีดผ่านทางปาก (Oral Sprey) เป็นออกซิเจนแบบกระป๋องที่ใช้ฉีดพ่นทางปากเพื่อเพิ่มออกซิเจนในร่างกาย

  4. Oxia ออกซิเจนกระป๋องชนิด refill ได้ มีขนาดเล็กพกพาสะดวก ปรกติบรรจุออกซิเจนการแพทย์ความบริสุทธิ์ 90% การใช้งาน เป็นแบบ Oral Sprey หรือฉีดพ่นทางปาก โดยทางผู้ผลิตให้ข้อมูลว่า สามารถเสริมการทำงานและฟื้นฟูระบบทางเดินหายใจหลังออกกำลังกาย ทั้งนี้วิธีการใช้งานเป็นแบบการใช้งานแบบ Oxygen Shot ทั่วไป


จากคุณสมบัติของก๊าซออกซิเจนเมื่อบรรจุกระป๋องจึงมีความจำเป็นต้องมีแรงดันเข้ามากเกี่ยวข้อง โดยมีแรงดันประมาณ 10 ปอนต์ต่อตารางนิ้ว ทำให้ภาชนะบรรจุอย่างกระป๋องบรรจุจำเป็นต้องมีการควบคุมคุณภาพ และต้องเก็บในที่ที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งต่างน้ำบรรจุขวดที่ไม่ต้องมีการควบคุมทางด้านนี้


ภาชนะบรรจุที่ต้องควบคุมแรงดันหมายถึงภาชนะที่ต้องสามารถทดต่อแรงดันที่บรรจุของสิ่งที่บรรจุได้ แรงดัน 10 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เป็นแรงดันที่ทำอันตรายต่อผู้ใช้งานได้หากมีการวัสดุทึ่ใช้งานไม่มีคุณภาพที่ดีพอตรงตามมาตรฐาน


ในแง่ของการใช้งาน ออกซิเจนกระป๋องถูกใช้ในลักษณะของยาแบบหนึ่งที่มีสถานะเป็นก๊าซ เป็นยาที่ใช้แก้พิษจากคาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่ได้จากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รวมถึงมีการใช้เพิ่มออกซิเจนในเลือดในกลุ่มนักกีฬาอาชีพเพื่อให้ระบบทางเตินหายใจไม่ทำงานหนักจนเกินไป ให้กลับมาหายเหนื่อยได้รวดเร็วขึ้น

ในเขตท่องเที่ยวอย่างที่สูงเชียงการีล่า ประเทศจีนมีการให้ใช้ออกซิเจนกระป๋องสำหรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ยังไม่มีการศึกษาว่าการใช้ออกซิเจนแบบ shot สามารถบรรเทาภาวะ อากาศเบาบางในที่สูงได้ Altitude Sickness ทั้งนี้ปรกติการใช้งานออกซิเจนลักษณะนี้เป็นแบบการให้ต่อเนื่อง และในบางรายไม่มีความจำเป็นต้องให้ออกซิเจนที่มีความบริสุทธิ์สูง ดังนั้นกับความเข้าใจที่ว่าออกซิเจนกระป๋อง เหมือนน้ำบรรจุขวด เมื่อหายใจไม่ออกใช้ออกซิเจนกระป๋องกับกระหายน้ำซื้อน้ำดื่มบรรจขวดมาดับกระหาย จึงมีความหมายไม่เหมือนกัน

Source: https://chat.openai.com

Edited&Arrange: Medicox Technical Support Team

ปฎิบัติอย่างไรหากยังต้องการเก็บถังออกซิเจนการแพทย์ไว้ใช้ที่บ้าน

เตรียมชุดถังออกซิเจนการแพทย์ พร้อมรับมือโควิดระลอกใหม่

โควิด-19 โรคระบาดอุบัติใหม่ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ จนส่งผลให้ผู้ป่วยมีภาวะพร่องออกซิเจน และแพทย์ต้องสั่งให้ออกซิเจนบำบัดแกผู้ป่วยที่บ้าน ภายหลังผ่านการรักษาจากภายในโรงพยาบาลแล้ว โดยเฉพาะโควิด-19 ที่เป็นผลมาจาก SARS-CoV-2 ไวรัสสายพันธุ์ Delta และเมื่อการระบาดมีแนวโน้มลดลงจากการฉีดวัคซีนและการติดเชื้อจนสามารถมีภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ว่ามันจะไม่กลับมาอีกและจะกลายพันธุ์รุนแรงขึ้นหรือไม่ การเตรียมรับมือจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต และการมีถังออกซิเจนการแพทย์ไว้ที่บ้านเพื่อสำรองไว้ก็อาจมีความจำเป็น ดังนั้นเราจะมาดูวิธีการเก็บรักษาถังออกซิเจนที่ถูกต้องกันว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะมีถังออกซิเจนการแพทย์ไว้พร้อมใช้งานเมื่อถึงคราวจำเป็นนั้น

หลักการจัดเก็บถังออกซิเจนการแพทย์ให้คำนึงถึงหลักการ 2 อันตราย อันได้แก่ "โอและพี"(Oxygen)และ(Pressure)หรือ ออกซิเจนและความดัน
(O) อันตรายจากตัวก๊าซออกซิเจน ด้วยคุณสมบัติการช่วยให้ไฟติดหรือการออกซิไดซ์ (Oxidizing)จึงมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาให้ห่างไกลสารหรือวัตถุที่เป็นเชื้อเพลิงหรือสารที่ก่อให้เกิดการออกซิเดชั่น โดยเฉพาะน้ำมันและสารหล่อลื่นทุกประเภท ดังนั้นการเก็บภาชนะบรรจุต้องอยู่ห่างสิ่งเหล่านี้
(P)อันตรายจากแรงดัน ถังออกซิเจนการแพทย์จัดเป็นภาขนะบรรจุก๊าซแรงดันสูง โดยมีแรงดันสูงถัง 1,500-2,200 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว(psi)
แล้วแรงดันนี้สูงขนาดไหน?
ในบ้านเรานิยมการวัดแรงด้นก๊าซเป็นหน่วยปอนด์ต่อตารางนิ้ว (Pound per inch) และจะเรียกสั้นๆว่า "ปอนด์" หากเราเปรียบเทียบแรงดันของออกซิเจนที่บรรจุถังกับแรงดันของลมยางรถยนต์ ตามปรกติเราจะเติมลมยางรถยนต์โดยเฉลี่ยประมาณ 40 ปอนด์ จะเห็นว่าถังออกซิเจนจะต้องรับแรงดันบรรจุสูงถึง 37-55 เท่าของยางรถยนต์ ดังนั้นกรมโรงงานจึงกำหนดให้ถังก๊าซออกซิเจนรวมถึงก๊าซแรงดันสูงทุกประเภท ต้องทำการทดสอบแรงดันก่อนนำมาใช้งานต่อ ทุกๆ 5 ปี โดยนับจากปีทดสอบครั้งล่าสุดที่ระบุลงบนบ่าถัง และนี่คือหนึ่งในข้อความปลอดภัยสำคัญที่ใช้กำหนดว่าถังแรงดันสูงใบนั้นๆ พรัอมที่จะนำมาบรรจุได้ใหม่หรือไม่
กรณีที่ถังใบนั้นผ่านการทดสอบ ก็จะผ่านกระบวนการทำความสะอาดเพื่อนำมาบรรจุออกซิเจนใหม่อีกครั้ง และจะถูกใช้ซ้ำไปแบบนี้เรื่อยๆ จนกว่าถังออกซิเจนใบนั้นจะไม่ผ่านการทดสอบ
tested date mark จากภาพตามตัวอย่างจะเห็นว่า มีสัญลักษณ์การทดสอบถังตอกลงบนเนื้อถัง ซึ่งระบุเดือนปีที่ทดสอบถังและสัญลักษณ์ของโรงงานที่ทำการทดสอบถัง จากภาพตัวอย่าง ระบุเดือนทดสอบเดือน 11 ปี 2018 ดังนั้นจะครบกำหนดการทดสอบครั้งถัดไปเมื่อ เดือน 11 ปี 2023 หากเข้าใจหลักการ 2 ข้อนี้ ก็สามารถมีถังออกซิเจนสำรองที่บ้านได้

การเตรียมถังออกซิเจนให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

  1. ตรวจสอบแรงดันภายในถังอย่างสม่ำเสมอ การที่ถังมีแรงดันภายในหมายถึงถังใบนั้นมีออกซิเจนพร้อมใช้งาน แรงดันควรมีไม่ต่ำกว่า 1000 ปอนด์(psi)เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน การตรวจสอบแรงดัน กระทำโดยหมุนปิดปุ่มปรับอัตราให้ออกซิเจน เปิดวาล์วที่หัวถังช้า จากนั้นอ่านค่าจากหน้าปัทม์เกจบอกแรงดัน

  2. ครวจสอบอุปกรณ์หายใจให้พร้อมอยู่เสมอ อุปกรณ์หายใจมีอายุเหมือนยา อ่านฉลากสังเกตุวันหมดอายุที่ระบุ กรณีไม่มีวันหมดอายุให้ยึดวันที่ซื้อมา ปกติจะมีอายุ 3 ปี

  3. กระบอกให้ความชื้นหากไม่มีการใช้งานให้เก็บในที่แห้งเสมอ อาจล้างทำความสะอาดแล้วห่อด้วยฟิล์มแรปถนอมอาหาร กรณีต้องการใช้งานให้เติมน้ำดื่มต้มสุกแทนน้ำสเตอไรล์ โดยเติมในระดับต่ำสุด ทั้งนี้การให้ออกซิเจนในระดับอัตราให้ไม่เกิน 4 ลิตรต่อนาที ต่อเนื่องไม่เกิน 20 นาที สามารถงดให้ความชื้นได้


การให้ออกซิเจนการแพทย์เป็นการใช้ยาแบบหนึ่งควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพก่อนทุกครั้งเมื่อมีการใช้งาน"


บริการออกซิเจนการแพทย์แก่ผู้ป่วยที่บ้าน ตามคำสั่งแพทย์

ออกซิเจนการแพทย์บำบัด การให้ออกซิเจนเพื่อการรักษา

นี่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับการใช้ออกซิเจนเพื่อการรักษา (Oxygen Therapy) แต่ก็อาจมีอีกหลายต่อหลายคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับการใช้ออกซิเจนบำบัด และ บางคนก็อาจยังสงสัยว่าทำไมหมอจึงสั่งการบำบัดออกซิเจนให้ตนเองหรือ คนในบ้านต้องใช้ออกซิเจนบำบัด เราอาจไม่แปลกใจนักหากแพทย์มีการสั่งให้ออกซิเจนบำบัดที่โรงพยาบาล เพราะการให้ออกซิเจนที่โรงพยาบาลดูจะเป็นภาพปรกติที่เราสามารถเห็นได้จนชิน จากในภาพยนตร์ แต่การให้ออกซิเจนบำบัดที่บ้านเราอาจไม่เคยพบเห็นได้เลยในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันแพทย์มักจะสั่งให้ออกซิเจนที่บ้านหากผู้ป่วยในรายนั้นๆมีอาการคงที่และพร้อมที่จะกลับไปรักษาตัวที่บ้าน แพทย์จะอนุญาติให้กลับได้แต่ถ้าหากผู้ป่วยยังอาจมีภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia) หรือมีภาวะพร่องออกซิเจนเรื้อรัง (Chronic Hypoxia) แพทย์ก็มักมีคำแนะนำให้มีการใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้าน ซึ่งสาเหตุที่ต้องแนะนำนั้นมาจากออกซิเจนการแพทย์ (Medical Oxygen) ยังไม่ถูกกำหนดว่าเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์ ดังนั้นออกซิเจนจึงไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อยาที่สามารถเบิกจ่ายจากระบบประกันสุขภาพได้ ดังนั้น...การจัดการแหล่งกำเนิดออกซิเจนการแพทย์ที่เหมาะสมเพื่อให้การบำบัดยังคงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้ป่วย และไม่ให้การใช้ออกซิเจนการแพทย์บำบัดที่บ้านเป็นปัญหาใหญ่กับฐานะการเงินของเรามากจนเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและจัดการการใช้ออกซิเจนการแพทย์ที่บ้านให้เหมาะสม วิธีเลือกแหล่งกำเนิดออกซิเจนการแพทย์ เมื่อต้องกลับไปใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้าน

เตรียมถังออกซิเจน เตรียมตัวกลับบ้าน

การวางแผนการใช้ออกซิเจนที่บ้าน

เมื่อแพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้าน นั่นเป็นสัญญาณแสดงว่าอาการป่วยของผู้ป่วยได้คงที่แล้ว และการกลับบ้านมักจะมีประโยชน์อย่างมากต่อผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักดีใจที่จะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น และสุขภาพกายก็จะดีขึ้นตามมาด้วย แน่นอนเนื่องจากผู้ป่วยยังถือว่าอยู่ในภาวะป่วยอยู่ จึงมักจะใช้ชีวิตอย่างปรกติไม่ได้เช่นเดิม ญาติเองก็อาจจะรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย แตนั่นไม่ได้หมายความว่าความไม่ปรกตินี้จะทำให้ผู้ป่วยและญาติไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ เพียงแต่ทุกคนเรียนรู้ที่จะดูแล เข้าใจ ภาวะของอาการป่วยนั้นร่วมกัน


การที่แพทย์สั่งให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนการแพทย์ที่บ้าน นั่นหมายถึงว่าผู้ป่วยมีภาวะพร่องออกซิเจนที่คงที่ดีแล้ว ดังนั้นผู้ป่วยจึงกลับบ้านได้ แต่ต้องมีการให้ออกซิเจนเพื่อรักษาภาวะพร่องออกซิเจนด้วย การให้ออกซิเจนนั้น เหมือนกับการให้ยา ในบางประเทศจะถือว่าออกซิเจนการแพทย์คือยา นั่นคือผู้ป่วยจะรับยาและออกซิเจนตามแผนการรักษาของแพทย์ ดังนั้นญาติและผู้ป่วยไม่ควรมีความกังวลจนมากเกินไปในการใช้ออกซิเจน เพราะเมื่อภาวะพร่องออกซิเจนหมดไปแพทย์ก็จะสั่งลดอัตราการรับหรือสั่งหยุดให้ออกซิเจน เช่นเดียวกับยา


แล้วจะต้องเตรียมตัวอย่างไรดี?


< class="content-detail" style="text-indent: 50px;">ก่อนท่านจะพาผู้ป่วยกลับบ้านท่านต้องสอบถามหรือรับทราบแผนการรักษา และการปฏิบัติตัวเมื่ออยู่ที่บ้าน รวมถึงวิธีการประเมินอาการผู้ป่วยในเบื้องต้น จากแพทย์หรือ พยาบาลก่อน ทำความเข้าใจให้ดี ไม่เข้าใจตรงไหนต้องสอบถาม และสำหรับการใช้ออกซิเจนนั้น ท่านจะต้องทราบข้อมูลต่างๆต่อไปนี้
  1. อัตราการไหล (Flow rate) ของออกซิเจนที่จะให้ผู้ป่วย

  2. ระยะเวลาและจำนวนครั้ง ในการให้ใน 1 วัน

  3. เทคนิคการให้ออกซิเจน (อุปกรณ์หายใจ)

  4. กิจกรรมที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ และกิจกรรมที่แพทย์สั่งให้ทำสม่ำเสมอ เช่นการออกกำลังกาย

  5. การพ่นยา (ซึ่งจะต้องมีคำถามเพิ่มเติมดังต่อไปนี้)

    • อัตราการไหลของออกซิเจนที่ใช้ในการพ่นยา

    • ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการพ่นยา (Aerosal therapy) ใน 1 วัน

    • ข้อแนะนำสำคัญอื่นๆในการพ่นยา

เมื่อท่านทราบข้อมูลต่างๆ แล้วจึงจะสามารถวางแผนในในการใช้ออกซิเจนที่บ้านได้ โดยสามารถขอคำปรึกษาการใช้ออกซิเจนที่บ้านผ่าน
MedicOx Oxygen Line : 0-2718-1218
หรือ 0-2212-6788
ในวันและเวลาทำการ
จันทร์ - ศุกร์ 8.30-16.30น.
เสาร์-อาทิตย์ 8.30-16.00น.

จะเลือกแหล่งกำเนิดออกซิเจนแบบไหนดี

การเลือกแหล่งกำเนิดออกซิเจน

การเลือกแหล่งกำเนิดออกซิเจนที่จะใช้ที่บ้านนั้น จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการให้ออกซิเจน มาพิจารณา การวางแผนการใช้ออกซิเจนบำบัดที่บ้านที่ดีหมายถึงการรักษาได้ผลตามแผนการรักษาของแพทย์และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ออกซิเจนบำบัดในระยะยาวหรือระยะสั้น

สูง ค่าใช้จ่ายออกซิเจนบำบัด
เหมาะสม
ไม่ได้ผล ได้ผลดี
ผลลัพธ์การใช้ออกซิเจนบำบัด
  1. แหล่งกำเนิดออกซิเจนหลัก สำหรับการให้ออกซิเจนในภาวะปกติ

  2. แหล่งกำเนิดออกซิเจนสำรอง และ/หรือเพื่อการเคลื่อนที่ การทำกิจกรรมต่างๆ ใช้กรณีสำรองเมื่อแหล่งกำเนิดหลักให้ออกซิเจนไม่ได้ หรือใช้ในการเคลื่อนย้าย การทำกิจกรรม รวมถึงอาจใช้ในการบำบัดละอองฝอย(พ่นยา)

เลือกใช้แหล่งกำเนิดออกซิเจนแบบใดจะขึ้นอยู่กับ แผนการรักษา และค่าใช้จ่าย

การให้ออกซิเจนระดับต่ำแบบระยะยาว (Low flow-long term oxygen therapy)

อัตราให้(lpm) ระยะเวลาให้ สภาพผู้ป่วย แหล่งกำเนิดปกติ แหล่งกำเนิดสำรอง
0-1.5 15-24 ชม. ทำกิจกรรมได้หรือติดเตียง ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว หรือเล็กกว่า
2-3 15 ชม. ทำกิจกรรมได้ ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว หรือเล็กกว่า
2-3 24 ชม. ทำกิจกรรมได้ เครื่องกำเนิด ถังอลูมิเนียมิเนียม 1.2 คิว หรือเล็กกว่า
2-3 15-24 ชม. ติดเตียง เครื่องกำเนิด ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว

การให้ออกซิเจนระดับสูงแบบระยะยาว (High flow-long term oxygen therapy)

อัตราให้(lpm) ระยะเวลาให้ สภาพผู้ป่วย แหล่งกำเนิดปกติ แหล่งกำเนิดสำรอง
4-5 15-24 ทำกิจกรรมได้หรือติดเตียง ถังเหล็กขนาด 7 คิว หรือเครื่องกำเนิดประสิทธิภาพสูง หรือ Home piping ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว
6 ขึ้นไป 15-24 ชม. ทำกิจกรรมได้หรือติดเตียง ถังเหล็กขนาด 7 คิว หรือเครื่องกำเนิดประสิทธิภาพสูง หรือ Home piping ถังอลูมิเนียม 1.2 คิว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Medicox Oxygen Line : 0-2718-1218

Written by: Pira Peerakavee
MEDICOX Co-founder

สุขได้ แม้หายใจไม่เต็มปอด

ผู้ป่วย COPD หรือ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ โรคปอดอื่นๆ หลายท่านอาจรู้สึกสิ้นหวัง เพราะความสามารถในการหายใจได้เองลดลง ทำอะไรก็เหนื่อยง่าย เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย พอรักษาไม่หายก็เลยถอดใจกันไปใหญ่

Lynn Ashton

โลกนี้ยังคงสวยงามครับ ไม่จำเป็นต้องสิ้นหวัง มนุษยชาติเรามีชีวิตรอดมาได้จนถึงปัจจุบันเพราะเรามีวิวัฒนาการ มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม อยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกันผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรังก็แค่ปรับตัว ในต่างประเทศ ที่อังกฤษ คุณลินน์ แอชตัน ยังสามารถเข้าร่วม London marathon โดยมีถังออกซิเจนติดตัวไปด้วยเลย ทั้งที่เธออายุตั้ง 46 ปีแล้ว และป่วยเป็น COPD มานานแล้ว 6 ปี ปัจจุบันต้องใช้ออกซิเจนตลอด 24 ชั่วโมงในอัตรา 6 ลิตรต่อนาที (อ่านข้อมมูลเพิ่มเติมได้จาก www.lunguk.org) เพราะอะไร เพราะโลกสวยงามใบนี้ ยังไงล่ะครับ คุณลินน์ ยังมีชีวิตอยู่ราวกับคนปรกติ เพราะคนที่เธอรัก และครอบครัวที่รัก คุณก็เช่นกัน แน่นอนการปรับตัวเป็นเรื่องยากในช่วงแรกๆ ทุกอย่างยากไปหมด มันก็เหมือนกับการหัดถีบจักรยานนั่นแหละครับ ผมไม่เคยจำซะทีว่าล้มไปกี่ครั้ง จำได้แต่ว่าตอนขี่เป็นน่ะ สุดยอด .........มันอยู่ที่ใจเรานี่เอง ใจเราสู้อุปสรรคไม่ใช่เรื่องสำคัญ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีวิธีการใช้ชีวิตให้มีความสุขโดยการจัดการกับตัวเองอย่างไรไม่ให้เหนื่อย เพื่อที่เราจะได้ทำกิจกรรมบางอย่างได้ด้วยตนเอง บทความนี้คัลอกมาจาก นิตยสาร Lung Health ของ Lung USA ครับ และทาง Lung USA เขาก็เอามาจาก Better Breathers Club อีกที ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับผู้ป่วย COPD หรือ ผู้ป่วยโรคปอดทุกท่าน จะได้นำไปเป็นแนวทางในการจัดการพลังในร่างกายตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือหลักการ "4 รู้" ครับ มาดูรู้แรกกันเลยครับ

  1. รู้จักคิดก่อนทำ คือ การวางแผนก่อนว่ามีกิจกรรมใดบ้างที่ต้องทำ และนำมาจัดลำดับใหม่ให้สอดคล้องกับภาวะร่างกายของเรา ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเราก่อนครับว่า ช่วงใดของวันที่เรารู้สึกมีพลังกระปรี้กระเปร่า เราจะได้นำกิจกรรมที่หนักหน่อยมาทำตอนนั้น ซึ่งส่วนมากมักเป็นเวลาช่วงสายๆของทุกๆวัน ทำตารางเลยครับ เป็นบอร์ดแขวนผนังก็ได้ง่ายดี ลงรายละเอียดของเวลาช่วงต่างๆไว้ เน้นช่วงเวลาที่เรารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเอาไว้ ลงรายละเอียดกิจกรรมที่จะทำในแต่ละวันโดยการวางตำแหน่งกิจกรรมหนักเบาสลับกัน

  2. อย่าลืมกำหนดเวลาพักของแต่ละช่วงด้วยนะครับ

  3. รู้ตัวรู้งาน ทุกท่านต้องรู้ตัวด้วยนะครับว่ากิจกรรมที่ทำนั้นทำได้หรือไม่ได้ อันไหนต้องมีคนช่วยอันไหนไม่ต้อง อย่าฝืนเป็นอันขาด ต้องระลึกไว้ในใจเสมอว่าตนเองมีข้อจำกัดใดบ้าง

  4. รู้จักจัดตำแหน่งร่างกาย หมายถึงว่าไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร หรือทำกิจกรรมใดต้องรู้จักจัดพื้นที่ให้เหมาะสม ถังออกซิเจน และหรือยาขยายหลอดลมต้องอยู่ใก้ลมือ หยิบฉวยสะดวก ทำงานอยู่ในตำแหน่งที่รู้สึกสบาย หากทำงานหรือกิจกรรมใดเป็นเวลานานในนั่งทำ ข้าวของวางในตำแหน่งที่ไม่สูงจนเกินไป หรือการทำงานที่ต้องปีนป่าย อย่าลืมบอกคนในบ้านไม่ว่าอย่าย้ายของไปวางในตำแหน่งที่ท่านไม่รู้หรือในตำแหน่งที่ท่านหยิบจับยาก การเดินเคลื่อนย้ายสิ่งของควรใช้รถเข็น

  5. รู้จักควบคุมตนเอง ท่านต้องฝึกควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตาม 4 รู้ อย่างสม่ำเสมอให้เป็นนิสัยแล้วท่านจะรู้สึกว่า ที่จริงมันก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดแฮะ


นี่อาจเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นที่จะช่วยให้ทุกท่านสามารถนำไปต่อยอดเพื่อค้นหาวิธีประหยัดพลังงานของท่านได้อีกมากมาย เพียงแต่ต้องเรียนรู้และใช้เวลากับตัวเองให้มากขึ้น

Breath Well : ลมหายใจที่ยั่งยืน
Written by: Pira Peerakavee
MEDICOX Co-founder